นโยบายการส่งออกและนำเข้าข้าวโพดของไทย

  • Print
  • การส่งออก

      ก่อนหน้าปี พ.ศ. ๒๕๐๔/๒๕๐๕ การค้าข้าวโพดไทยเป็นไปอย่างเสรี แต่ในปี พ.ศ. ๒๕๐๔/๒๕๐๕ รัฐบาลได้เข้ามาควบคุมอย่างใกล้ชิด โดยได้ออกพระราชกฤษฎีกาควบคุมการส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งสินค้าบางอย่าง (ฉบับที่ ๒๕) พ.ศ. ๒๕๐๔ มาตรา ๓ ห้ามมิให้ส่งข้าวโพดออกไปนอกราชอาณาจักร เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐการ (กระทรวงพาณิชย์) หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐการ ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๐๔ เป็นต้นไป กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าต่างประเทศซึ่งรับผิดชอบกำกับดูแลให้การส่งออกเป็นไปตามกฎหมายดังกล่าว และได้รับมอบหมายเป็นผู้พิจารณาในการอนุญาตให้ส่งออกไปต่างประเทศ จึงได้กำหนดระเบียบหลักเกณฑ์ต่าง ๆ เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติในการส่งออก เช่น กำหนดการค้ำประกันการส่งออก การกำหนดราคาส่งออกขั้นต่ำ การกำหนดปริมาณส่งออกและการจัดสรร ตลอดจนการกำหนดให้ประเทศใดเป็นตลาดข้อตกลงซึ่งผู้ที่จะส่งออกข้าวโพดไปประเทศดังกล่าว ต่อมาสถานการณ์ข้าวโพดภายในประเทศได้เปลี่ยนแปลงไปและเพื่อให้เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจที่จะให้การค้าเป็นไปโดยเสรีมากยิ่งขึ้น กรมการค้าต่างประเทศโดยความเห็นชอบของกระทรวงพาณิชย์ ได้ปรับปรุงระเบียบวิธีปฏิบัติในการอนุญาตให้ส่งออกข้าวโพดมีความคล่องตัวยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้ในปี ๒๕๓๔/๒๕๓๕ จึงกำหนดให้การส่งออกข้าวโพดเป็นไปโดยเสรี ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ (ฉบับที่ ๖๑) พ.ศ. ๒๕๓๕ ลงวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๕ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๕  ดังนั้น นโยบายและมาตรการทางการค้าและภาษีการส่งออกที่ใช้ในปัจจุบันคือ 

                - มาตรการทางการค้าเสรี ส่งออกได้ไม่จำกัดปริมาณและไม่ต้องขออนุญาต 
                - มาตรการทางภาษี ไม่มีภาระด้านภาษีขาออก  

  • การนำเข้า

     เนื่องจากการผลิตและการตลาดส่งออกผลิตภัณฑ์สัตว์ไปต่างประเทศ ประสบความสำเร็จสามารถขยายตลาดส่งออกได้รวดเร็วมาก ความต้องการวัตถุดิบจำพวกธัญพืชเป็นจำนวนมาก รวมทั้งข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีความจำเป็นต่อการผลิตอาหารสัตว์ปีก ทำให้ผลผลิตที่ผลิตได้ในประเทศเกิดความตึงตัวบางช่วงมีปัญหาขาดแคลน ดังนั้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๕ ประเทศไทยต้องนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นครั้งแรกจำนวนมากถึงกว่า ๔๔๕,๐๐๐ ตัน เป็นการนำเข้าเพื่อสนองความต้องการให้เพียงพอใช้ในประเทศตามสถานการณ์การผลิตและการค้า